Home arrow Passion Crews arrow ---> ถาม Passion Crews arrow Review: Analog Factory Experience
ad-snow01-28-8-09
Review: Analog Factory Experience PDF Print
Written by PHz   
Tuesday, 31 March 2009

ตีพิมพ์ครั้งแรก The Absolute Sound & Stage

เมื่อเอ่ยชื่อ "Arturia" บริษัท ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ซินธ์ (ตอนหลังเริ่มมีฮาร์ดแวร์) สัญชาติฝรั่งเศสอาจไม่ใช่ชื่อต้นๆที่คนไทยเรารู้จัก อาจเพราะไลน์ผลิต��ัณฑ์นั้นมีความเฉพาะกลุ่ม ไม่ได้หลากหลายเหมือนค่ายอื่นๆที่มีขนาดขององค์กรในระดับเดียวกัน แต่ความเฉพาะกลุ่มตรงนี้นั่นเอง ที่ทำให้หลายคนรู้จักและจำได้ว่า Arturia นั้นเก่งกาจในการจำลองอนาลอกซินธ์ (Emulation) ทั้งยังมีสายสัมพันธ์กับสถาบันวิจัยชื่อดังอย่าง IRCAM (http://www.ircam.fr) จนร่วมกันสร้าง Acoustic Instrument อย่าง "BRASS" ที่ใช้ Physical Modeling จนได้เสียงที่ธรรมชาติมากๆ ก็ทำให้เราเห็นว่า Arturia นั้นไม่ธรรมดาเลย ติดตรงที่ Arturia นั้นก่อนนี้มีแต่ผลิต��ัณฑ์ที่เป็นซอฟต์แวร์อย่างเดียว จนเมื่อ��ายหลังวงการเริ่มขยับมาผลิตระบบ Hybrid ที่ประสานพลังซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์เข้าด้วยกัน Arturia จึงได้ทำออกมาบ้าง และก็พัฒนาไปจนถึงระดับที่สามารถผลิต Hardware Synth ออกมาเต็มรูปแบบเลยครับ จนผู้จัดจำหน่ายในบ้านเราอย่าง ProPlugin จึงเริ่มนำเข้ามาให้คนไทยได้หาซื้อกันง่ายขึ้น ซึ่งตัวแรกที่ถือว่าน่าสนใจมาก ทั้งในเรื่องของราคาและรูปแบบการใช้งานคือ Analog Factory Experience (AFE) ครับ เราลองมาดูรายละเอียดในส่วนต่างๆกันเลย
 

��าพรวม



Analog Factory Experience เป็น เครื่องดนตรีแบบ Hybrid คือลูกผสมระหว่างซอฟต์แวร์อินสตรูเมนต์กับฮาร์ดแวร์คอนโทรลเลอร์ ตัวซอฟต์แวร์อินสตรูเมนต์คือ Analog Factory 2 ซึ่งมีแนวคิดคือการนำเสียงจากซอฟต์แวร์อนาลอกซินธ์ชื่อดังของ Arturia เอง ไม่ว่าจะเป็น minimoog V, Moog Modular V, CS-80V, ARP 2600 V, Prophet V,  Prophet VS, Jupiter-8V โดยคัดเอาเฉพาะพรีเซตเด็ดๆ มารวมกันถึง 3500 เสียง ให้ใช้กันอย่างง่ายๆโดยที่เราไม่จำเป็นต้องมาคอยนั่งต่อ patch cord หรือหมุนปุ่มต่างๆเพื่อให้ได้เสียงที่เหมาะสมด้วยตัวเอง โดยที่เรายังสามารถจัดการเล่นกับเสียงเหล่านั้นด้วยเอฟเฟกต์ที่เข้าใจง่าย (ง่ายกว่าการที่เราต้องมานั่งทำความเข้าใจว่าโมดูล Sample and Hold ทำงานอย่างไร)

ส่วนตัวฮาร์ดแวร์นั้นเป็นคียบอร์ดขนาดฟูลไซส์ 32 คีย์ (ย้ำว่า 32 คีย์ครับ คือไม่ใช่แค่ 2 ออกเตฟตามพิมพ์นิยม แต่ขยายโน้ตมาอีก 7 โน้ต ทางซ้าย เริ่มต้นที่โน้ต F ซึ่งอาจสร้างความงุนงงในการเล่นในช่วงแรกๆโดยเฉพาะผู้ที่ใช้งานคีย์บอร์ด 25 คีย์ประจำ แต่ใช้ไปซักพักก็จะพบว่าการเพิ่มช่วงอีกนิดหน่อยนั้นมีประโยชน์มาก) ขนาดกะทัดรัดกำลังเหมาะแก่การพกพาสะดวก ที่น่าทึ่งคือโครงสร้างโดยรวมดูแข็งแรง เพราะได้ CME มาผลิตให้ตามสไตล์คีย์บอร์ดคอนโทรลเลอร์ของ CME เอง คือเป็นเคสอลูมเนียม โดยมีไม้ประกอบอยู่ด้านข้าง น้ำหนักจึงมากกว่าคอนโทรลเลอร์่ที่ขนาดเท่ากัน ปุ่มต่างๆมีขนาดเล็กกว่าปกตินิดหน่อย แต่น่ารัก น่าเล่น น่ากดมาก ให้สัมผัสที่ดี แม้จะมีขนาดเล็ก ประกอบด้วย Encoder 1 ตัวที่สามารถกดคลิกได้ โดยตัวนี้เราจะใช้ในการเลือกเสียงได้ด้วย ขณะที่ Encoder อีก 10 ตัวที่เหลือจะใช้เล่นกับเอฟเฟกต์ต่างๆ ปุ่มเลื่อน 4 ปุ่มสำหรับปรับ Envelope ADSR ขณะที่ปุ่มกด 11 ปุ่มใช้เปลี่ยน Octave ไปจนถึงการทำ Snapshot ไม่รวม Pitch และ Mod Wheel ที่ถือเป็นคอนโทรลเลอร์ที่คีย์บอร์ดระดับอาชีพควรต้องมี


ที่ด้านหลังของตัวคอนโทรลเลอร์ มี Connector ทีี่จำเป็นครบครับ ไม่ว่าจะเป็น MIDI Out, Expression Pedal ไปจนถึง Sustain Pedal ต่อผ่าน USB ได้เลยโดยไม่ต้องซัพพลายไฟจาก��ายนอก แต่ถ้าสถานการณ์จำเป็นก็สามารถต่อไฟ��ายนอกได้ มีสวิตซ์เปิดปิด นี่น่าจะเป็นความประทับใจตั้งแต่แรกที่ได้สัมผัสแล้วล่ะครับ

เรื่องของซอฟต์แวร์และการใช้งาน


เนื่องจากระบบซอฟต์แวร์ที่ผู้เขียนได้มาทดลองใช้นั้น เป็นเวอร์ชันทดลองจริงๆ ซึ่งจะจำกัดจำนวนของเสียงที่ใช้งานได้เหลือเพียงแต่เสียงเด็ดๆจริงๆ ที่จะยั่วให้เราจ่ายเงินซื้อมาใช้งาน ขณะที่เวอร์ชันทดลองยังไม่ต้องปวดหัวกับระบบป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์จาก ระบบ Syncrosoft eLicenser อีกด้วย แต่เรื่องนี้ืทางผู้จำหน่ายบ้านเราทำการบ้านมาอย่างดีแล้วครับ สามารถซัพพอร์ทผู้ใช้ยามเมื่อพบเจอปัญหาได้อย่างสบาย

แต่หลังจากผ่านการติดตั้งที่แสนเรียบง่ายไปแล้ว เราจะสามารถเปิด Analog Factory ขึ้นมาเล่นแบบ Standalone ได้ทันที (หรือจะโหลดผ่าน Host ตัวโปรดก็ได้) เพื่อสัมผัสกับเสียงจากซอฟต์แวร์ซินธ์ที่สร้างชื่อให้กับ Arturia อย่าง minimoog V, Moog Modular V, CS-80V, ARP2600 V, Prophet V, Prophet VS, Jupiter-8V โดยทาง Arturia ได้พยายามโปรโมท "TAE" มาจาก True Analog Emulation ซึ่ง เมื่อพิจารณาดีๆเราจะเห็นว่ามันไม่ได้มีอะไรมากไปกว่า Anti-Aliasing Oscillator ที่จะช่วยให้เสียงอุ่นหนาขึ้น โดยไม่มีเสียงสากๆที่เกิดจาก Digital Aliasing ให้เราได้ยินแบบ FM Synth สมัยก่อน ซึ่งในวันนี้มันก็เป็นมาตรฐานของซินธ์ไปแล้ว



พรีเซตที่คัดเลือกมาอย่างดีนั้นเล่นสนุกมากๆครับ เมื่อรวมเข้ากับความเรียบง่ายของ GUI ที่ลดทอนจนเหลือแต่ส่วนที่สำคัญจริงๆ ทำให้การใช้งานนั้นง่ายมากๆเพียงครั้งแรกที่เปิดขึ้นมาก็เข้าใจได้ทันที เมื่อนำไปเทียบกับ Kore Player ของทาง NI ที่ดูเหมือนจะมีแนวคิดที่คล้ายกันแล้ว Analog Factory ยังใช้งานง่ายกว่าเสียอีก ตำแหน่งต่างๆนั้นถูกจัดวางไว้ตาม Workflow ไว้แล้ว ตั้งแต่ส่วนที่ให้เราเลือกเสียงจาก Attribute ก่อนเพื่อกรองเอาเสียงที่เราอยากจะใช้จริงๆให้เลือก ในตารางการเลือกเสียงยังแบ่งระดับการซด CPU ออกเป็น 5 ระดับ 5 คือมากสุด และมี Check Box ให้เราติ๊ก กรณีที่เราชอบเสียงนั้นมากๆ เพื่อจะนำกลับมาใช้ได้��ายหลังเพียงแค่เลือกหมวด Favorites เท่านั้น ส่วนครึ่งล่างนั้นคือส่วนที่เป็นคีย์บอร์ดที่หน้าตาจะคล้ายกับของจริงเลย ต่างกันเพียงตำแหน่งปุ่ม Snapshot นิดหน่อย แต่ก็พอได้อารมณ์ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างซอฟต์แวร์กับฮาร์ดแวร์ การออกแบบซอฟต์แวร์ยังมีการซ่อนความสวยงามเล็กๆน้อยๆตามแบบฉบับยุคของ Delicios Application คือเราสามารถเลือกให้โปรแกรมแสดงเพีียงครึ่งล่างหรือครึ่งบน แต่ไม่ใช่แค่นั้น โปรแกรมยังแสดงอนิเมชั่นการพลิกไปมาให้เพลิดเพลินใจอีกด้วย โดยในหลายๆครั้งที่ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าน่าจะทำ Hardware ที่มีหน้าตาแบบซอฟต์แวร์ทั้งชุดออกมาเลย เพราะหน้าตาและองค์ประกอบโดยรวมนั้นลงตัวและเย้ายวนใจจริงๆ ครึ่งท่อนบนที่เป็นส่วนของการเลือกเสียง ยังสามารถเปลี่ยนสีสันได้ถึง 5 แบบอีกต่างหาก เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่เราไม่ค่อยเห็นในซอฟต์แวร์ตัวอื่นเท่าไร

การทำงานร่วมกันระหว่างฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์ยังมีความเหนือชั้นซ่อนอยู่ ในแง่ที่ว่ามันจะส่ง Visual Feedback แสดงสถานะกลับมายังตัวฮาร์ดแวร์เพื่อบอกให้รู้ว่าตำแหน่งของพารามิเตอร์ ปัจจุบันอยู่ที่ไหน ในกรณีปุ่ม Encoder ยังอาจไม่มีปัญหาเท่าไร แต่กรณีของ Slider จะมีประโยชน์มาก เพราะ AFE จะใช้ระบบ Jump In (Pick Up) คือรอให้มีการเลื่อนทับตำแหน่งของพารามิเตอร์ปัจจุบันเสียก่อน มันจึงจะควบคุมได้ ตรงนี้ GUI บนซอฟต์แวร์นั้นจะแสดง��าพที่ให้อารมณ์เหมือนวิญญาณเข้าสิงมากๆ ระบบ Visual Feedback ยังมีการใช้ Color Code เข้าช่วยด้วย เรื่องนี้ทำการบ้านมาดีมาก และเป็นจุดที่ตัดสินได้เลยครับ เพราะแม้ว่าซอฟต์แวร์หรือระบบจะมีความสามารถเยอะอย่างไร แต่หากขาดระบบสนับสนุนการใช้งานที่ง่ายและดี ระบบนั้นก็แทบไม่มีความหมายครับ

แต่ความเรียบง่ายบางครั้งก็อาจขัดใจผู้ใช้บางกลุ่มอยู่บ้าง อย่างเช่นการซ่อนข้อมูลที่บอกว่า Preset ตัวนั้นตั้งค่า Pitch Bend เอาไว้เท่าไร (Preset แต่ละเสียงจะมีค่านี้ไม่เท่ากัน) ผู้ใช้สามารถเลือกดูได้โดยต้องกดปุ่ม EDIT เสียก่อน ขณะที่ผู้เขียนต้องการจะดูข้อมูลนี้ทันที แต่ก็ไม่ถือว่าเสียหายมากครับ เพราะสุดท้ายแล้วเราเล่นเสียงเหล่านี้ด้วยความรู้สึก และผู้ออกแบบก็มักจะตั้งค่าของ Pitch Bend ที่เหมาะสมไว้อยู่แล้วล่ะครับ

ยังมีอีก Feature หนึ่งที่น่าจะถูกใช้บ่อยๆคือการทำ Snapshot ครับ อย่างแรกเลยคือทุกครั้งที่เราปิดโปรเจกต์แล้วเริ่มทำต่อในวันใหม่ ตัว Plugin จะโหลดขึ้นมาพร้อมกับสถานะสุดท้ายที่เราใช้มัน ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่ง Feature ที่น่าจะเป็นมาตรฐานได้แล้ว ส่วนปุ่ม Snapshot ที่วางเรียงอยู่อย่างเป็นระเบียบ ปุ่มนี้เราจะใช้จำเสียงและค่าพารามิเตอร์ต่างๆที่เราตั้งไว้ เพื่อเรียกใช้��ายหลังได้อย่างรวดเร็ว เหมาะกับการนำไปใช้ในสถานการณ์แสดงสด แต่เนื่องจากมันไม่รับค่า Program Change การใช้งานร่วมมาสเตอร์คีย์บอร์ดอื่นๆเลยใช้ได้แค่ MIDI Note กับ CC (Continuous Controller) เท่านั้น เข้าใจว่าเรื่องแบบนี้แก้ไขได้โดยการอัพเดทซอฟต์แวร์หรือเฟิร์มแวร์ครับ

การนำ AFE Keyboard มาใช้กับโปรแกรมอื่น



เนื่องจากความสงสัยว่าคีย์บอร์ดที่มาในชุดจะสามารถใช้งานร่วมกับซอฟต์แวร์ ตัวอื่นได้หรือเปล่า ผู้เขียนจึงทดลองจับ MIDI Message ด้วย Max 5 ดูก็พบว่าเป็น MIDI Message ธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษ ปุ่มหมุนต่างๆนั้นส่ง CC ตามปกติ (ในคู่มือบอกไว้ด้วยว่าปุ่มไหนส่งค่าเท่าไร) ส่วนปุ่มกดก็ส่ง CC แบบ Momentary เช่นกัน (กดคือจะส่งค่า 127 ถ้าปล่อยแล้วจะส่งค่า 0) ดังนั้นเราจึงสามารถนำไปใช้กับซอฟต์แวร์อื่นๆได้ตามปกติ แต่น่าเสียดายนิดหน่อย ที่การที่ปุ่มหมุนไม่สามารถส่งค่าแบบ Relative ได้ ซึ่งมันจะมีประโยชน์ในการใช้งานกับซอฟต์แวร์อื่นๆโดยไม่ต้องสนว่าปุ่มหมุน นั้นจะชี้ค่าตำแหน่งไหน ทั้งๆที่มันเป็นปุ่มหมุนได้รอบ ไม่ใช่ปุ่มจำกัดช่วงการหมุนทั่วไปครับ และก็ต้องทำใจว่าการที่มันออกแบบมาเฉพาะซอฟต์แวร์ ดังนั้นจึงไม่มีซอฟต์แวร์ช่วยเหลือเพื่อให้เราใช้งานกับซอฟต์แวร์อื่นๆอย่าง Live หรือ Reason ได้อย่างง่ายดาย แต่เท่าที่เป็นอยู่ก็ถือว่าใช้ได้สบายมากครับ ซอฟต์แวร์สมัยใหม่ เปิดโอกาสให้เราใช้โหมด Learn กันเกือบหมดแล้ว

รายละเอียดอื่นๆ


เนื่องจาก AFE นั้นมีแนวคิดคล้ายกับ NI Kore อย่างมาก จึงอดที่จะนำมาเปรียบเทียบมิได้ แน่นอนว่าตอนต้นผู้เขียนได้รายงานไปก่อนแล้วว่า Workflow ของการใช้งาน AFE นั้นดีและง่ายกว่า (ส่วนหนึ่งเกิดจากความซับซ้อนของโปรแกรมที่น้อยกว่า) แต่แนวคิดเรื่องของการนำเสียงไปใช้กับปลั๊กอินอื่นๆของ Arturia เอง เช่นหากผู้เขียนถูกใจเสียง Lead Synth ที่ชื่อ FORMTLEAD บน AFE ซึ่งเป็นเสียงที่เกิดจาก Synth Engine ของ moog modular V ผู้เขียนไม่สามารถนำเสียงนี้ไปเล่นต่อบน moog modular V ได้ คือทุกเสียงบน AFE นั้นต้องเล่นกับ AFE เท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้งานข้างนอกได้ ขณะที่บน KORE ทำได้ เพราะ NI ได้วางแผนให้ KORE เป็น Sound Format ไม่ใช่แค่ซอฟต์แวร์ที่เล่นเสียงได้อย่างเดียว แต่อย่างไรก็ตาม Arturia ได้แจ้งแผนการนี้ผ่าน Sound On Sound เรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะเป็นการอัพเดทในอนาคต (ซอฟต์แวร์ AF นั้นอยู่ในเวอร์ชันที่ 2 แล้ว)

อีก Feature ที่ KORE มีแต่ AFE ไม่มีคือการ Morph ระหว่างพรีเซตหรือ Snapshot ถ้า AFE ทำได้ก็จะน่าใช้อีกระดับ แต่ถึงไม่มีในส่วนนี้ก็ไม่เสียหายอะไร เพราะปกติเวลาเราใช้ Plugin ต่างๆแยกกัน เราก็ไม่สามารถทำ Morphing ได้อยู่ได้ นอกจากใช้ Effect อื่นมาช่วย

บทสรุป

ในฐานะที่เป็นผู้ที่ชอบเสียงจาก Analog Synth คนหนึ่ง ก็ต้องบอกว่า AFE นั้นให้ความรู้สึกที่ดีมาก ทั้งตัวเนื้อเสียงเอง และรูปแบบการใช้งาน ด้วยความเอาใจใส่และละเอียดอ่อนของผู้ผลิตเอง แต่อาจมีจุดขัดใจนิดหน่อยจากเรื่องที่มันไม่ตอบสนองต่อ Velocity ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Analog Synth แท้ๆอยู่แล้ว ไม่ใช่ความผิดของตัว AFE เอง แต่ทาง Arturia ก็น่าจะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้มีสิทธิ์เลือกที่จะเปิดหรือปิดการตอบสนองต่อ Velocity เพื่อให้เกิดการเล่นที่ Expressive มากขึ้น และเป็นการใช้ฮาร์ดแวร์ให้ได้ประสิทธิ��าพที่ดีขึ้นด้วย 

AFE นั้นไม่ได้บังคับขายพ่วงซอฟต์แวร์+ฮาร์ดแวร์แต่เพียงอย่างเดียวนะครับ เรายังสามารถซื้อแยกระหว่างซอฟต์แวร์ และฮาร์ดแวร์ได้ด้วย

จุดที่ชอบมากอีกอย่างคือทางผู้ผลิตยังแฟร์พอที่ให้เราลองเล่นเดโมได้ไม่ จำกัดเวลา เพียงแต่จำกัดเสียงนิดหน่อย ซึ่งทำให้เราสามารถทดลองความคุ้มค่าและความสนุกของมันได้อย่างเต็มที่ ขณะที่ NI Kore หรือซอฟต์แวร์จากหลายๆค่าย มักจะจำกัดการเล่นแค่ 30 นาที ถ้าต้องการเล่นมากกว่านั้น ก็จำเป็นที่ต้องปิดและเปิดใหม่ แนะนำให้ท่านผู้อ่านดาวน์โหลดมาทดลองกันได้ที่ http://www.arturia.com และถ้าหลงรักมันแล้วล่ะก็ การซื้อของจริงเพื่อให้เสียงถึง 3500 เสียงพร้อมฮาร์ดแวร์ที่น่าใช้ ก็จะช่วยให้เราสร้างสรรค์งานเพลงอย่างสนุกได้ทั้งปีเลยครับ

สนใจติดต่อตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย www.proplugin.com

 

Hits: 2923
Comments (4)add comment

takeithigh said:

ใช้ korg microX อยู่เเต่ใช้ฟังชั่นไม่หมด(งง มือใหม่)ว่าจะเปลียนมาใช้อนาล็อกดู(Arturia Analog Factory )ดีมั้ย
แล้วจะเอาไปขายที่ไหนดีแนะนำหน่อยคับ
 
report abuse
vote down
vote up
April 05, 2009
Votes: +0

PHz - unlog said:

แปะไว้ใน forum ก็ได้ครับ น่าจะโดนใครคนหนึ่งนะ smilies/grin.gif
 
report abuse
vote down
vote up
April 05, 2009
Votes: +0

i0_ said:

ไปลองมาเมื่อกี้ล่ะ


smilies/grin.gif
 
report abuse
vote down
vote up
April 07, 2009
Votes: +0

Dj ปั๊กเป้า said:

โหลด demo มาแล้ว Sound โครต แหล่ม มาก เสียอย่างเดียว ไม่น่าต้องต่อคอมเวลาเล่น เลย น่าจะมีเสียงเป็นของตัวเอง
 
report abuse
vote down
vote up
April 17, 2009
Votes: +0

Write comment
quote
bold
italicize
underline
strike
url
image
quote
quote
smile
wink
laugh
grin
angry
sad
shocked
cool
tongue
kiss
cry
smaller | bigger

security image
Write the displayed characters


busy
Last Updated ( Wednesday, 01 April 2009 )
 
< Prev   Next >