แต่
ก็ไม่ได้หมายความว่า Circle เป็นซินธ์ที่สมบูรณ์แบบไม่มีที่ตินะครับ
จากที่กล่าวในรายละเอียดมาเราจะพบว่าการที่ Circle นั้นจะถูกลดทอน
หรือถูกซ่อนบางอย่างไป มันคือการเหวียง “น้ำหนัก” ไปที่ฝั่ง Minimalism
มากกว่า ดังนั้นผู้ชอบเล่นซินธ์ในลักษณะของ Maximalism
Interface/Complexity Sound ก็น่าจะชอบอะไรที่ตรงกันข้ามอย่าง NI Massive
มากกว่า
และการลดทอนในเรื่องของกราฟฟิกนั้นไม่ได้มีผลต่อโมดูลต่างๆ
ของซินธ์ด้วย เราจะเห็นว่า Circle มีโมดูลครบเครื่องตามมาตรฐานปัจจุบัน
ตั้งแต่ออสซิลเลเตอร์ถึง 4 ชุด +Noise กับ +Feedback อีกอย่างละชุด
ซึ่งอย่างหลังสุดนั้นช่วยสร้างผลลัพธ์ได้อย่างน่าสนใจมากๆ
ส่วนเอฟเฟกต์ก็ขนมาให้เลือกใช้กันอย่างเต็มพิกัด ซ่อนอยู่ใน Signal Path
ถึง 2 สล๊อตไม่รวมฟิลเตอร์และยังมี Master Effect มาให้ใช้กันอีก 3 สล๊อต
ประเทของเอฟเฟกต์นั้นเราก็นึกถึงกันได้ ที่ผู้เขียนสนใจก็มี “Mouth
Filter” หรือบางซินธ์จะเรียก Vowel Filter หรือ Formant Filter
ส่วน
Filter ที่ฝังอยู่บน Signal Path ก็ยังใช้ได้สูงสุดพร้อมกันถึง 2 ตัว
แต่จุดที่ผู้เขียนรู้สึกแปลกๆคือเราไม่สามารถคลิกลากตัวจุดตัดของ Filter
ได้จากกราฟฟิกตรงๆ (ตามมาตรฐานอินเตอร์เฟซของฟิลเดอร์แบบนี้)
นอกจากคลิกที่ปุ่มเลื่อนของมันเท่านั้น ทำให้เราไม่สามารถควบคุม Cutoff
พร้อมๆกับ Resonance ได้จากเมาส์พร้อมๆกัน แบบซินธ์ตัวอื่น
และผู้เขียนเองก็ยังไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมถึงห้ามทำเช่นนั้น
เพราะในการคลิกที่ตัวกราฟของส่วนที่เป็น Modulator นั้น Circle
ทำมาได้เด็ดขาดมากๆ
Modulator
นั้นก็จะมีให้เลือกใช้สูงสุดถึง 5 สล๊อตพร้อมกัน
ยังไม่รวมที่รับมาจากคีย์บอร์ดอีก 3 ชุด
และไม่นับที่ตัวออสซิลเลเตอร์เองก็ยังสามารถทำหน้าที่เป็น Modulator ได้
โดย
เราสามารถเลือกใช้งานได้จาก Modulator 3 ประเทคือ Envelope, LFO และ
Sequencer ได้อย่างเต็มที่เช่น เราอยากให้ Envelope เป็น Modulator ทั้ง 5
สล๊อตเลยก็ยังได้ น่าเสียดายนิดที่ Envelope ยังเป็นแบบ ADSR ธรรมดา
ไม่ได้เป็นแบบ Multi Breakpoint เหมือนกับซินธ์โปรตัวอื่นๆ
เหตุผลคือเรื่องของความง่ายเป็นหลัก เมื่อเราคลิกที่จุด Breakpoint
มันจะแสดงเวลาเป็นวินาทีชัดเจนว่าจุดนั้นเริ่มทำงานที่เวลาเท่าใด
และเมื่อเรากดคีย์บอร์ดใช้งานจะมีตำแหน่งล่าสุดบน Envelope แสดงบอกไว้ด้วย
เช่นเดียวกับที่แสดงบน Sequencer และบน LFO
ที่จะแสดงตำแหน่งของค่าปัจจุบันที่ทำงานให้เราเห็นกันชัดๆ

คีย์บอร์ด
ของเรายังทำหน้าที่เป็น Modulator Source ได้อีก 3 อย่างครับ คือใช้
Keyboard Track (ตำแหน่งของคีย์จากซ้ายไปขวา สามารถใช้เป็นมอดดูเลเตอร์ได้
เช่นให้คีย์สูงมอด Low Pass ให้สูง เพื่อให้เสียงที่ใสกว่าช่วงคีย์ต่ำ)
ถึง 2 ชุด
แต่ละชุดเราสามารถตั้งกราฟความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งของคีย์กับค่า Dept
ของการมอด ซึ่งตรงนี้ถือว่าน่าสนใจมาก ส่วน Velocity
เป็นตัวมอดมาตรฐานอยู่แล้ว Circle ยังมี Arpeggiator ในตัว
ซึ่งจะอยู่ด้านซ้ายของ Tab ซ่อนของคีย์บอร์ด ทั้งส่วนของ Arpeggiator
และส่วนของเอฟเฟกต์นั้นชวนให้นึกถึง Ableton Live ไม่น้อยเลยครับ