| รีวิว: Novation Nocturn MIDI Controller ตัวเล็กแต่แจ๋วจร |
|
|
| Written by PHz | |||||||||
| Wednesday, 07 October 2009 | |||||||||
|
ตีพิมพ์ครั้งแรกที่ The Absolute Sound & Stage หากจะจัดผู้เขียนตามกลุ่มของวัฏจักรการใช้งานเทคโนโลยี (Technology Adoption Lifecycle1) แล้ว ผู้เขียนคงต้องจัดอยู่ในกลุ่ม "Early Adopters" หรือผู้ใช้กลุ่มต้นๆที่กล้าเปลี่ยนมาใช้ "Automap" เทคโนโลยีของคอนโทรลเลอร์จาก Novation ตั้งแต่เมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว ตอนที่มาถึงเมืองไทยใหม่ๆหลังจากนั้น ผู้เขียนก็ติดอยู่กับการใช้ Automap บนซอฟต์แวร์ DAW ตัวโปรด อย่าง Ableton Live 5-6-7 เนื่องจากว่ามันมีการสนับสนุน Automap บนตัวมันเอง แม้ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา Novation ได้ทำการปรับปรุงให้ Automap เก่งขึ้นเรื่อยๆ เช่นการออกซอฟต์แวร์ Automap Universal ออกมาเป็นตัวกลางของเชื่อมปลั๊กอินต่างๆ กับคอนโทรลเลอร์ให้ใช้งานสนุกขึ้นอีก ผู้เขียนเองก็ไม่ได้เห็นว่าจะมีประโยชน์กับผู้เขียนมากนัก ด้วยเหตุผลที่ว่า Ableton Live นั้นทำงานร่วมกันระหว่างปลั๊กอินกับคอนโทรลเลอร์ผ่าน Automap ได้ตรงๆ ซึ่งต่างกับ DAW อื่นๆ อีกหลายตัว ที่การใช้งาน Automap Universal นั้นคือสวรรค์ดีๆนี่เอง จนไม่นานมานี้ ผู้เขียนมีโอกาสสัมผัสคอนโทรลเลอร์ในตระกูล Automap อย่าง "Nocturn" อีกครั้ง ทำให้ผู้เขียนได้มีโอกาสใช้งานแบบผู้ใช้ใหม่อีกครั้ง เนื่องจากคราวนี้ Automap Server นั้นจะเป็นตัวกลางสำคัญนั้นเอง รายละเอียดต่างๆนั้นจะถูกนำมาเปิดเผยกันจากนี้ครับ สำหรับท่านผู้อ่านที่พึ่งทำความรู้จักกับ MIDI Controller และ Automap ผู้เขียนขอกล่าวโดยย่อว่า นักดนตรีจะใช้ MIDI Controller มีไว้ใช้สำหรับการควบคุมอุปกรณ์ดนตรีด้วยกันผ่านโปรโตคอลชื่อดังอย่าง MIDI พอมาถึงช่วง 10 ปีหลังอุปกรณ์ต่างๆถูกย้ายลงมาอยู่ในคอมพิวเตอร์ในรูปแบบของซอฟต์แวร์เป็นส่วนใหญ่ การใช้งาน MIDI Controller มีความยุ่งยากมาก โดยเฉพาะกับการปรับแต่งให้ใช้งานได้กับอุปกรณ์หลายๆตัว ค่าย Novation จึงคิดค้นระบบ Automap ให้ผู้ใช้สามารถใช้ MIDI Controller ชุดเดียว สลับการควบคุมบนซอฟต์แวร์ปลั๊กอินได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องปวดหัวกับการเปลี่ยนค่า MIDI Controller ทุกครั้งที่มีการสลับการควบคุม ซึ่งเป็นกระบวนการที่เสียเวลาอย่างมากครับ
แกะกล่องNocturn เป็น Controller แบบ 9 ปุ่มหมุน 1 Crossfader 16 ปุ่มกด (โดย 8 ปุ่มนั้นถูกแบ่งไว้ใช้กับ Automap Universal เป็นหลัก) ทำให้เราเห็นได้ว่ามันเหมาะตั้งแต่ DJ ไปจนถึงคนทำงานเพลงทั่วไป ด้วยความยาวของมันที่พอดีกับ Laptop ขนาด 13" และน้ำหนักที่เบามาก ทำให้มันเหมาะสำหรับดีเจหรือนักดนตรีอิเล็กโทรนิกส์ที่ต้องเดินทางไปแสดงตามที่ต่างๆอยู่บ่อยๆ ในแพ็คเก็จนั้นเรียบง่ายมากครับ มีเพียงตัว Nocturn Controller แผ่นซีดีสำหรับติดตั้งซอฟต์แวร์ Automap Universal ทั้งบน Windows และ Mac และก็สาย USB เท่านั้น การติดตั้งนั้นค่อนข้างเรียบง่ายและเร็วมาก แต่มีอยู่ขั้นตอนสำคัญที่ผู้ใช้ทุกท่านไม่อ่านคลิกผ่านไปโดยเร็วได้ นั้นคือขั้นตอนการเลือกปลั๊กอินเข้ามาใช้งานกับ Automap Server ครับ ในทางเทคนิคแล้ว มันคือการสร้างปลั๊กอินสำเนาอีกชุดหนึ่ง ที่เมื่อเราโหลดเข้ามาแล้ว Automap Server จะดึงพารามิเตอร์ของปลั๊กอินนั้น ขึ้นมาปรากฏบนหน้าจอของ Automap Server และเราสามารถหมุนปุ่มควบคุมพารามิเตอร์เหล่านั้นได้ทันที และการที่ระบบติดตั้งทำให้กระบวนการง่ายที่สุดด้วยการทำสำเนาปลั๊กอินทุกตัวในระบบยกชุดนั้น อาจเป็นเรื่องน่ารำคาญและเปลืองพื้นที่ของคนทำงานดนตรีได้ เพราะอย่างที่เรารู้กันว่าคนทำงานนั้น ชอบมีปลั๊กอินในเครื่องเป็นจำนวนมากในระดับที่เท่าไรไม่เคยพอ ซึ่งในกรณีที่เราเข้าใจว่าต้องการจะใช้งานปลั๊กอินนั้นๆ ในรูปแบบ Automap แต่เพียงอย่างเดียว ก็สามารถลบไฟล์ปลั๊กอินได้ครับ บน Windows จะอยู่ในโฟลเดอร์ VST ที่เราติดตั้ง ขณะที่บน Mac อาจหายากหน่อยสำหรับมือใหม่ (เพราะในตอนที่ติดตั้งปลั๊กอินนั้นๆ จะไม่มีการบอกว่า Path ของปลั๊กอินนั้นอยู่ที่ไหน) คืออยู่ใน "Library/Audio/Plug-ins"
Plug and Playผ่านการติดตั้ง ผ่านการรีสตาร์ทเครื่องใหม่ เราก็สามารถเปิด DAW ตัวโปรดเพื่อทดลองใช้ได้ทันที ต้องไม่ลืมว่าปลั๊กอินที่จะใช้ควบคุมด้วย Nocturn ได้นั้น เป็นเวอร์ชันที่เขียนกำกับว่า Automap แล้ว โหลดซอฟต์แวร์ขึ้นมา เราจะพบว่าหน้าต่างของปลั๊กอินเองมีการเปลี่ยนไปเล็กน้อย คือมีแถบควบคุมของ Automap และตัวซอฟต์แวร์ Automap เองก็แสดงรายละเอียดปุ่มต่างๆพร้อมพารามิเตอร์ที่มันเชื่อมโยงกันอยู่อย่างอัตโนมัติ
หน้า GUI ของซอฟต์แวร์ Automap ยามปกติหน้า GUI ของ Automap ในสถานะการณ์จริง สังเกตว่าตัวหน้าต่างของ Automap จะมีลักษณะโปร่งใสนิดๆ สามารถมองทะลุได้ซึ่งตอนใช้แรกๆ เราอาจจะไม่ขึ้นกับหน้าต่างที่มากมาย คือหน้าต่างของ DAW ปกติ หน้าต่างของปลั๊กอิน และหน้าต่างของ Automap แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว การใช้งานของระบบนี้คือออกแบบมาเพื่อที่เราแทบไม่ต้องมองหน้าต่างปลั๊กอินเลยครับ เรียกว่า Minimize มันแล้วลืมไปได้เลยหากสงสัยว่าปุ่มบน Nocturn อาจมีไม่เยอะมาก เหมือนรุ่นพี่ๆอย่าง Remote SL mkII ที่มีปุ่มมากกว่า 3 ถึง 4 เท่า ก็ต้องทำความเข้าใจตรงนี้นิดนึงครับ ว่าการที่เรามีจำนวนนิ้วจำกัดไม่เกิน 10 นิ้วบนสองมือ ทำให้เราหมุนปุ่มได้อย่างมีประสิทธิ��าพ ไม่เกินสองปุ่มพร้อมกันเท่านั้น ซึ่งก็เท่ากับว่าปุ่มที่มากกว่าบนรุ่นอื่นๆ อาจไม่จำเป็นเท่าไร การที่ Nocturn มีปุ่มไม่มากนัก แต่มีการวางตำแหน่งอย่างดี แต่ละปุ่มไม่ชิดกันเกินไป มีพื้นที่ระยะห่างกำลังเหมาะ ขณะที่พารามิเตอร์ของซินธ์และเอฟเฟกต์ส่วนใหญ่ที่มีให้ใช้กันตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักร้อยนั้น ถูกฟังก์ชันเปลี่ยนหน้า (Pages) บน Automap จับไว้อยู่มือเลยครับ คือเราสามารถใช้ปุ่มสลับหน้าไปมาได้อย่างสะดวกรวดเร็วมาก และในกรณีที่มีพารามิเตอร์สองชุด ที่เราต้องการควบคุมพร้อมกัน แต่วางไว้อยู่คนละหน้าของเลย์เอาท์บน Automap เราก็สามารถแก้ปัญหาง่ายๆด้วยฟังก์ชัน Learn
หน้าต่าง Automap นั้น ยังสามารถปรับความเข้มของการโปร่งใสได้ถึง 3 ระดับ ตั้งแต่ระดับที่เข้มสุด เห็นพารามิเตอร์ชัดๆ จนถึงบางที่สุดเพื่อให้เรามองทะลุจนเห็นมิกเซอร์บนซอฟต์แวร์ DAW แม้ว่าเราจะไม่สามารถปรับระดับความเข้มได้ผ่านปุ่มบน Nocturn ได้ตรงๆ ต้องทำผ่านเมนูบนคอมพิวเตอร์ แต่เราก็สามารถเปิดปิดหน้าต่าง Automap อย่างรวดเร็วได้ ผ่านปุ่ม View บนตัวเครื่องเลยครับ จุดที่ชอบอีกอย่างคือปุ่มที่ให้เราสลับการใช้งานระหว่าง Mixer, Instrument กับเอฟเฟกต์ ช่วยให้การควบคุมซอฟต์แวร์ในทุกๆส่วน เป็นไปได้่ง่ายขึ้น เว้นแต่ว่าการเซ็ตอัพให้ทุกอย่างไหลลื่นนั้น ส่วนใหญ่จะมาติดตรงที่ DAW นั้นมีความหลากหลาย ทาง Novation ก็ได้เตรียมพร้อมในส่วนนี้โดยการให้คู่มือ��าษาอังกฤษสำหรับเซ็ตอัพ DAW ยอดนิยมเอาไว้ด้วย หากผ่านด่านนี้ไปได้ ก็สบายเลยครับ
บทสรุปในฐานะที่เป็นผู้ใช้ Automap และ Remote SL รุ่นแรก ผู้เขียนคงต้องยอมรับอย่างตรงๆเลยว่า Nocturn นั้น กลบข้อด้อยแทบทุกอย่างที่ผู้เขียนพบเจอจาก Remote SL ตั้งแต่เรื่องของราคาที่ถือว่าทำได้ดีที่สุดในรุ่นเดียวกัน (ไม่นับตระกูล Nano ของ Korg เพราะถือว่ารุ่นเล็กกว่า) การวางตำแหน่งของปุ่มไปจนถึงเรื่องน้ำหนักในการพกพา การที่มันไม่มีหน้าจอ LCD ไว้คอยรายงานสถานะต่างๆนั้น ไม่ใช่เรื่องจำเป็นเลยครับ เพราะการใช้งานผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์นั้น ถือว่าเพียงพอและลงตัวมากช่วยให้เราไม่ต้องคอยใส่ใจกับสิ่งอื่นนอกจากพุ่งสมาธิไปที่การทำงานเพลงแต่เพียงอย่างเดียว
สำหรับคนที่มีงบประมาณในการทำงานดนตรีจำกัด ไปจนถึงมืออาชีพที่ต้องการอะไรง่ายๆคล่องตัว Nocturn ตอบโจทย์ของการควบคุมซอฟต์แวร์ดนตรีไม่ว่าจะเป็นการทำงานเพลงหรือการแสดงแบบดีเจได้อย่างแน่นอนครับ อ่านเพิ่มเติมSpecificationControls:Assignable Rotary Encoders: 8 - Infinite Rotation, touch-sensitive, LED surrounds Speed Dial (Encoder): 1 - Infinite Rotation, touch-sensitive, LED-surround, press and rotate for second function Assignable Buttons: 8 Assignable Crossfader: 1 x 45mm System Buttons: ‘Learn’, ‘View’, ‘Page+’ and ‘Page-’ Group Buttons: User, FX, Inst, Mixer Interfacing Data Ports: 1 x USB MIDI Weight and Dims Weight: 0.5 kg (1.1 lbs) Minimum Operational Requirements: Minimum Computer spec: Mac - G4/1GHz, both with 256MB RAM or PC - Interfacing: Set as favorite Bookmark
Email This
Hits: 2446 Comments (3)
![]()
Bill
said:
|
|||||||||
![]() |
Just added my own blog this month. I need some inspiration. Thx. |
|
report abuse
vote down
vote up
|
![]() |
Thank you very much right now I decided tobuy this chick |
|
report abuse
vote down
vote up
|
| < Prev | Next > |
|---|
|
Snow Studio | iamDIY | Sounddesire | Sounddesire2 | HorizoneR | SavantEmpire | StBlank | Ocean-1 | Kijjaz | Neuter Lover | Giwii | Ging | Panot@Flickr | Zanzilla
Changkhui | Djadisorn | Freemac | Jungnub | Management | Maneemusic | Nakdontri | Oldsonghome | Patid | Rekasthai | Sonarboy | Songburi | Supersub | Taluitamtawan | Thaicool | Thaiportfolio | Upkajuy | Vshoxx | Pakerank | Zuatnight | Polypink | Zamplr