|
สวัสดีครับท่านผู้อ่านนักสังเคราะห์เสียงทุกท่าน ที่ผ่านมาเป็นเรื่องพื้นฐานของ Reaktor และพื้นฐานการปั้นแต่งเสียง ที่เนื้อหาเหมาะสำหรับมือใหม่ และคราวนี้จะเข้มข้นอีกหนึ่งระดับครับ เป็นเรื่องของ FM Synthesis ที่เคยปฏิวัติวงการอิเล็กโทรนิกส์มิวสิค ในช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ และทุกวันนี้นักดนตรีคอมพิวเตอร ์คงไม่มีใครไม่รู้จัก DX7 หรืออย่างน้อยก็ FM7 ล่ะน่า…
จุดเริ่มต้นของ FM Synthesis FM (Frequency Modulation) Synthesis เป็นวิธีการสังเคราะห์เสียงในระบบดิจิตอลที่โด่งดังมากวิธีหนึ่งครับ ด้วยว่ามันเป็นวิธีการที่ทำให้เราได้เสียงที่มีความซับซ้อนทางสเปคตรัมจากไซน์เวฟ (หรือเวฟฟอร์มอื่นๆ) แค่ 2 ตัวครับ โดยตัวหนึ่งทำหน้าที่เป็นพาหะ (Carrier) จะเป็นตัวกำหนดความถี่พื้นฐานให้กับเสียง (หรือกำหนด Pitch ของเสียงนั่นเอง) และอีกตัวหนึ่งทำหน้าที่เป็นมอดดูเลเตอร์ (Modulator) ให้เราคิดอย่างง่ายๆว่า สัญญาณที่ทำหน้าที่มอดดูเลเตอร์ไปเปลี่ยนแปลงฮาร์โมนิกส์ของสัญญาณพาหะ (เดิมสัญญาณไซน์จะไม่มีฮาร์โมนิกส์เลย) ทำให้ฮาร์โมนิกส์มีความเคลื่อนไหวเกิดเป็นเสียงใหม่ที่มีความแตกต่างออกไป หรือจะพูดให้ง่ายคือ ตัวมอดดูเลเตอร์จะเป็นผู้กำหนด Timbre ให้กับเสียงนั่นเองครับ
พื้นฐานของ FM Synthesis นั้นเหมือนกับ FM ที่เราคุ้นเคยกันในระบบการสื่อสาร อย่างที่เราทุกคนเคยฟังวิทยุ FM กันนั่นแหละครับ แต่นั้นเป็นการเล่นกันที่สัญญาณ Radio ระดับ MHz ซึ่งมากมายมหาศาลเมื่อเทียบกับสัญญาณ Audio ที่มนุษย์อย่างเราๆท่านๆได้ยินคือ 20-20kHz
John Chowning John Chowning แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดถือเป็นบุคคลแรกที่เป็นผู้บุกเบิกและสำรวจศักยาพของ Digital FM Synthesis ที่เล่นกันที่สัญญาณ Audio เพราะในยุค 70 ระบบ Digital Sound ส่วนใหญ่จะเป็นเวฟฟอร์ม/สเปคตรัมตายตัว ถ้าอยากให้มันเคลื่อนไหวตามเวลา ก็ต้องใช้เทคนิคอย่างAdditive/Subtractive ซึ่งใช้ต้นทุนในการคำนวณสูงมาก (ในสมัยนั้น) และเทคนิค Digital FM คือคำตอบของปัญหานี้ครับ เพราะเราจะได้เสียงที่มีสเปคตรัมซับซ้อนและเคลื่อนไหวตามเวลา โดยใช้ดิจิตอลออสซิวเลเตอร์แค่สองตัวเท่านั้น
ความจริงแล้วยังมีรายละเอียดที่น่าสนใจเกี่ยวกับ FM Synthesis ที่อยากจะเล่าสู่กันฟังอีกมากครับ แต่เกรงว่าจะเป็นการออกนอกเรื่องมากเกินไป จึงขอกลับสู่เข้าสู่เนื้อหาของ Reaktor กันดีกว่า FM Overdrive อ่านถึงตรงนี้แล้วขอให้ท่านผู้อ่านเปิด Ensemble ที่ชื่อ FM-Overdrive.ens โดยจะอยู่ในโฟลเดอร์ Tutorial Ensemble ที่เราคุ้นเคยมาตั้งแต่ตอนที่แล้วๆล่ะครับ 
หน้าพาเนลของ FM Overdrive หลังจากพิจารณาหน้าพาเนลอย่างรวดเร็วแล้ว เราจะเห็นว่า FM Overdrive นั้น ประกอบไปด้วย Instrument สองชุดครับ คือซินธีไซเซอร์ FM 2 Operator (FM ที่มีโอเปอเรเตอร์ 2 ชุด) ตามด้วยเอฟเฟกต์เสียงแตก Overdrive
ซินธีไซเซอร์ FM 2 ops นั้นจะใช้วิธีการสร้างเสียงด้วย FM อย่างที่เกริ่นไว้คร่าวๆในตอนแรกครับ ส่วนที่ว่า 2 Ops หรือ 2 Operators นั้นหมายความว่าซินธ์ตัวนี้จะใช้โอเปอเรเตอร์ 2 ตัวในการสร้างเสียง โดยตัวหนึ่งทำหน้าที่เป็นพาหะ และอีกตัวหนึ่งทำหน้าที่เป็นมอดดูเลเตอร์
ลองคลิกเข้าไปดูโครงสร้างของ FM 2 ops ดูครับ เราจะเห็นโมดูล Parabol (Parabolic Oscillator ให้กำเนิดสัญญาณคล้ายคลื่นรูปไซน์) กำลังทำหน้าที่เป็นมอดดูเลเตอร์ไปมอดความถี่ (เอาท์พุทชี้ไปที่ตัว F-Frequency) ของโมดูล Par Sync (Parabolic Synchronizable Oscillator-ให้กำเนิดฟังก์ชันพาราโบลิกเหมือนกับโมดูล Parabol แต่มีความสามารถในการซิงค์) เราจะเห็นว่าซินธ์ตัวนี้มีการทำงานที่เรียบง่ายมาก คือมีโอเปอเรเตอร์แค่ 2 ตัว เมื่อเทียบกับ DX7 ที่มีโอเปอเรเตอร์ถึง 6 ตัว หรือรุ่นที่ต่ำลงมาหน่อยก็มีมากกว่าตั้ง 2 เท่า แต่ต้องไม่ลืมว่านี่เป็นแค่การแสดงตัวอย่างให้เราเข้าใจการทำงานของมันเท่านั้นครับ หากเราต้องการโอเปอเรเตอร์ที่มากกว่านี้แล้ว ก็สามารถทำได้ตามต้องการ จะสร้างตัวโคลนของ DX7 หรือจะสร้างอันใหม่ที่ดีกว่าก็สามารถทำได้สบายมาก แต่ตอนนี้ขออธิบายพารามิเตอร์ของ FM Overdrive ให้กับท่านผู้อ่านมือใหม่ก่อนครับ เรามาเริ่มเล่น FM Overdrive กันเลย… หลังจากเปิดขึ้นมาแล้วลองเล่นโน้ตบนคีย์บอร์ดดูครับ อาจพบว่าเสียงธรรมดาไม่นาสนใจอะไร ลองดันปุ่มเลื่อน FM ขึ้นไปเรื่อยๆจนสุดพร้อมๆกับเล่นโน้ตเพื่อฟังความเปลี่ยนแปลงของเสียงครับ
เราจะพบว่าเสียงนั้นเหมือนกระดิ่งสั่นเมื่อปุ่มเลื่อนอยู่ต่ำสุดและจะสั่นแรงขึ้นเรื่อยๆเมื่อปุ่มเลื่อนถูกดันขึ้น ในทางเทคนิคแล้ว การเลื่อนปุ่ม FM ขึ้นคือการที่เราเพิ่มสัญญาณมอดดูเลเตอร์ ซึ่งก็คือเพิ่มระดับของการมอดดูเลทสัญญาณพาหะนั่นเองครับ เราลองหันมาดูปุ่ม Interval กันบ้าง เราเคยเจอกันมาครั้งนึงแล้วจำกันได้หรือเปล่าครับ มันคือการตั้งค่าระยะห่างของ Pitch ระหว่างสัญญาณพาหะกับสัญญาณมอดดูเลเตอร์ ส่วน Detune คือการปรับค่า Interval ให้ละเอียดยิ่งขึ้น ส่วนของ Envelope สำหรับควบคุมแอมปริจูดก็เรียบง่ายมากครับ ของสัญญาณพาหะจะมีสองพารามิเตอร์คือ D(ecay) กับ R(elease) ขณะที่ของมอดดูเลเตอร์นั้นมีแค่อันเดียวเท่านั้น สำหรับแต่งค่า Decay คือ Mod-D
ถึงตรงนี้แล้วจะเห็นว่ามันไม่ยากเลยใช่ไหมครับ ในการแต่งเสียงโดยใช้แค่ 2 โอเปอเรเตอร์ เราลองมาดูเอฟเฟกต์ที่มือกีตาร์ต่างก็รู้จักกันดี นั่นก็คือ Overdrive นั่นเองครับ
จุดมุ่งหมายของมันก็คือการแต่งเสียงของ FM ให้ฟังดูคุ้นหูของเรามากขึ้น สำหรับมือใหม่แล้ว การเริ่มต้นด้วย Snapshot ก่อนที่จะอ่านรายละเอียดในย่อหน้าถัดไป เป็นเรื่องที่ดีและจะทำให้เราเข้าใจการทำงานของได้ง่ายขึ้นครับ ลองกันได้เลย… พารามิเตอร์ Drive เป็นตัวขับสัญญาณให้แรงขึ้นเพื่อให้ถึงจุดที่มันดิสทอร์ท หรือควบคุมการแตกของเสียงนั่นเองครับ ส่วน Asym จะใช้ในการปรับเปลี่ยนสเปคตรัมของสัญญาณเพื่อให้ฟังดูอุ่นขึ้นเหมือนกับการเล่นผ่านแอมป์หลอด สัญญาณสุดท้ายจะส่งไปยังฟิลเตอร์ โดยมี Freq(uency) สำหรับควบคุมจุดตัดความถี่ และ Emph(asis) สำหรับยกแอมปริจูดที่ขอบความถี่ตัดขึ้น หรือเราอาจคุ้นเคยกับคำว่า Resonance นั่นเองครับ ส่วน Level จะใช้ควบคุมระดับเสียงสุดท้ายอีกทีนั่นเองครับ ก็เป็นอันว่าจบเรื่องของ FM Overdrive ไว้แต่เพียงเท่านี้ ถ้ามีเวลาก็ลองเข้าไปสำรวจโครงสร้างของ FM 2 Ops และ Overdrive อย่างละเอียด จะช่วยให้เราเข้าใจอะไรๆดีขึ้นอีกครับ หรือถ้ามีเวลามากกว่านั้น แนะนำให้ศึกษาการใช้งาน DX7 หรือ FM7 อย่างละเอียด เผื่อว่าวันหนึ่งอยากจะทำ FM Synth ที่ดีกว่า DX7 หรือ FM7 ล่ะก็… ง่ายเพียงปลายนิ้วคลิกเท่านั้นเอง…
FM7 จาก Native Instruments เป็น DX7 เวอร์ชันซอฟต์แวร์ โดยใช้ความได้เปรียบของเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่าช่วยให้ความสามารถมากขึ้นกว่าเดิมอีกมาก
|