|
และมือรีมิกซ์ก็ได้เฮอีกครั้ง ความจริงแล้ว Ableton Live เป็นเครื่องมือที่นำมาใช้ในการรีมิกซ์มากที่สุดตั้งแต่ออกมาในครั้งแรกแล้วล่ะครับ แต่เวอร์ชันนี้มีการปรับปรุงขนานใหญ่เพื่อให้ถูกใจมือรีมิกซ์มากขึ้นไปอีก เช่นความสามารถในการอิมพอร์ท MP3 ซึ่งร้องขอกันมากจนทางผู้ผลิตทนไม่ไหว...จัดให้ และแค่ MP3 อย่างเดียวก็เกรงว่าจะล้าสมัยเกินไป จึงเพิ่มความสามารถในการอิมพอร์ทไฟล์เสียงที่บีบอัดมาในรูปแบบอื่นๆอย่าง Ogg Vorbis, Ogg FLAC และ FLAC อีกด้วย ช่วยให้ดีเจนักรีมิกซ์ที่เก็บไฟล์เพลงพวกนี้ไว้เป็นไลบรารี่ขนาดใหญ่ สามารถนำมาใช้ทำ Mesh-Up ได้กันอย่างอิ่มเอมเสียที เพราะมันยังเพิ่มระบบ Auto-Warp เข้าไปเพื่อทำการวาง Warp Marker เข้าไปในเพลงที่เราอิมพอร์ทเข้ามาในโปรเจกต์โดยอัตโนมัติ ช่วยลดเวลาการทำงานของเราอย่างมากครับ
 ในการอิมพอร์ทเพลงเข้ามาครั้งแรก โปรแกรมจะทำการวิเคราะห์แล้วนำข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ มาสร้างเป็นไฟล์ .asd รวมไปถึงการวาง Warp-Marker ช่วยให้เรานำไฟล์เพลงนั้น มาใช้ในโปรเจกต์ได้อย่างรวดเร็ว เท่าที่ลองใช้ดู ฟังก์ชันนี้ยังทำงานได้ไม่เต็ม 100% คือยังมีหลายครั้งที่เราต้องลงมือบ้างเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แต่ที่น่าทึ่งมากคือการที่มันจับเทมโป้ได้แม่นยำมาก หากเราพบการทริกเกอร์มาช้าไปบ้างก็ลองปรับแต่งโดยการคลิกขวาหรือ Ctrl+คลิกที่ Warp Marker ครับ จะมีเมนูสำหรับปรับแต่งไทมิ่งทั้งหมดอย่างง่ายๆ ขั้นตอนเหล่านี้ใช่เวลาเพียงครึ่งนาทีเท่านั้น เราก็ได้แทรคที่พร้อมสำหรับทำ Mesh-Up แล้ว ไม่มากไปใช่ไหมล่ะครับ?  เมื่อคลิกขวาที่ Warp Marker จะมีเมนูขึ้นมาให้เราเลือกปรับอย่างละเอียด หรือหากเราต้องการทำ Analyze เพลงทุกเพลงที่อยู่ในโฟลเดอร์ ก็สามารถทำได้ครับ เพียงแค่เลือกโฟลเดอร์ที่ต้องการ แล้วเลือก Analyze Audio หากใครมีไลบรารี่เพลงมหาศาลที่ต้องการนำมาใช้กับ Live แล้วล่ะก็ ประหยัดเวลาลงไปได้เยอะเลยครับ กด Analyze Audio ก่อนนอน ตื่นขึ้นมาก็พร้อมที่จะใช้งานได้ทันที หากมี mp3 จำนวนมากแล้วล่ะก็ ทำการ Analyze ทั้งโฟลเดอร์ได้เลย แต่การรีมิกซ์จะเป็นไปอย่างราบรื่นไม่ได้เลย หากคุณาพเสียงเสียไปกับการยืดหดไฟล์หรือเปลี่ยน Pitch เสียง เรื่องนี้มีคนติมาเยอะพอสมควรครับ ทางผู้ผลิตก็เลยเพิ่มวาร์ปโหมดใหม่เข้ามาอีกหนึ่ง คือโหมด Complex นั่นเองครับ โหมด Complex จะใช้การประมวลผลที่โดเมนความถี่ (ใช้เทคนิค FFT Phase Vocoder) และจะมีประโยชน์มาก ในการยืดหดเสียงที่ผสมกันแล้ว อย่างเพลงทั่วๆไป จะประกอบไปด้วยทำนอง-จังหวะ-เสียงประสาน ทำให้มีเสียงหลายย่านความถี่ผสมกันอยู่ซับซ้อนไปหมด เทคนิคนี้จะช่วยรักษาคุณาพเสียงได้ดีที่สุด เมื่อเทียบกับเทคนิคเดิมของ Live อย่าง Granular Synthesis ครับ แต่เราก็ต้องแรกมาด้วยการคำนวณของ CPU ที่มากขึ้น (ถึง 10 เท่าเมื่อเทียบกับโหมดอื่นๆ) เราจึงควรต้องใช้อย่างระวังครับ ในบางครั้งเราอาจใช้ Freeze Track มาช่วยแบ่งเบาาระไปได้บ้าง หรือเลือกวาร์ปโหมดที่เหมาะสมกับเสียงนั้นได้ ก็จะเป็นการดีที่สุดครับ อีกหนึ่งความสามารถที่น่าจะถูกใจมือรีมิกเซอร์ก็คือ Clip Transport ครับ ซึ่งจะมีประโยชน์มากสำหรับงานใช้งานบน Session View ก่อนหน้านี้ หากเราต้องการจะฟังเสียงของไฟล์ออดิโอ-มิดี้คลิปในช่วงกลางๆคลิปนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เราต้องจำใจเริ่มฟังตั้งแต่เริ่มต้นเสียก่อน หรือหากไม่ต้องการแบบนั้น ก็ให้กลับไปที่หน้า Arrangement เพื่อเลือกฟังได้ตามต้องการ ซึ่งนั้นก็เป็นจุดด้อยอีกจุดหนึ่งครับ เพราะเราต้องเสียเวลา ไม่สามารถทำได้ทันทีทันใด มาถึงเวอร์ชันนี้เราสามารถที่จะคลิกตรงส่วนใดส่วนหนึ่งของคลิปเพื่อรับฟังได้ โดยที่ทุกอย่างยังคงซิงค์กันอย่างลงตัวเหมือนเดิม เพราะการกระโดดแต่ละครั้งนั้น จะอิงอยู่กับค่า Global Quantize ครับ ทำให้การอิดิตเอนเวลลอปหรืออีเวนต์ต่างๆนั้น เร็วกว่าเดิมอีกมาก นอกจากการคลิกที่คลิปดิสเพลย์แล้ว เราสามารถใช้ปุ่ม Nudge แทนได้
ความพิเศษของมันคือการที่เราสามารถกำหนดให้ MIDI Control ไปควบคุมการสคลับได้ด้วย ซึ่งการสคลับก็จะขึ้นอยู่กับค่าควอนไตซ์เช่นกันครับ อ่านต่อตอนที่ [1] [2] [3] [4]
|